5 Centimeters per Second ผลงานจาก Makoto Shinkai ที่สุดจะโด่งดังอีกแล้ว หนังเรื่องนี้ออกมาในปี 2007 ในเวลาเพียงแค่ชมเดียวกับความยาวแค่นี้แต่ทำให้ผมติดใจมาก โดยมันจะมี 3 episodes ในหนัง โดยจะแบ่งตามช่วงอายุของตัวละครทั้งสอง และเป็นหนังเรื่องที่สองผมจะรีวิวลงมาในนี้ และผมให้คะแนน 4/5 ดาว มาดูเหตุผลกันดีกว่า และมีสปอยในทุก section ในนี้เลย แนะนำให้ไปดูมาก่อนนะคับค่อยมาอ่าน
Story
เกี่ยวกับนักเรียนมัธยมต้นสองคนที่แยกทางกันไปคนละทางเพราะว่าเรื่องที่บ้าน ทำให้สองคนนั้นไปอยู่กันคนละเมือง จึงเป็นความรักระยะไกลที่แพ้ให้กับระยะทาง
บอกตามตรงว่าผมไปดูเพราะชื่อเรื่อง ผมสนใจชื่อเรื่องมากๆ เลยเข้าไปดูว่ามันเกี่ยวกับไรวะ โดยไม่ได้ดูเนื้อเรื่องย่อและ trailer โดยทั้งเรื่องคือความทรมานในการดูความเหงาของพระเอก ตั้งแต่จบ ep1 คุณจะไม่ค่อยเห็นนางเอกละ เพราะมันห่างกันเกินไป ทำให้มันมีคนนึงมูฟออนคนนึงยังรักความทรงจำอันนั้นอยู่
หนังเรื่องนี้เล่นกับอารมณ์เราได้ดีมากๆ เช่น ep1 ฉากนัดเจอกัน มันหาสถานการณ์มาใส่ให้เราแบบลุ้นตามพระเอกกับท้อไปพร้อมๆกันได้ ฉากที่มันเจอกันก็แบบจะร้องไห้จริงๆ ฉากซากุระอีกสวยงามมากๆ แต่ ep2 เป็นต้นไปคุณจะไม่รู้สึกอะไรแบบนั้นอีกแล้ว จะได้รับแต่คำว่าเหงากับอึดอัด โหวงเหวงไปจนจบเรื่องเลย มันหักความรู้สึกคนดูได้แบบไม่กลัวคนดูด่าได้ดีสุดๆ

Visual & Soundtrack
เป็นเรื่องที่ภาพโอเคเลยนะในยุคนั้น อนิเมชั่นสมูธและสวยดี แต่ที่ต้องชมคือ sound effect เลยผมชอบมากๆ ทั้งเสียงรถไฟ เสียงประกาศ เสียงตัวละครคุยกันทำออกมาดีครับ
Symbolism
ต่อมากับนัยยะที่หนังมันใส่เข้ามา หนังเรื่องนี้ใส่มาเยอะพอสมควรเลย เช่น ชื่อเรื่องเลย 5 เซนต่อวินาที มันเฉลยออกมาตั้งแต่เริ่มหนังละ นางเอกมันบอกว่า มันคือความเร็วที่ซากุระหล่นจากต้นไม้ซึ่งเปรียบได้ว่า มันคือความเร็วในการห่างเหินของพระเอกกับนางเอกที่ถ้าดูไปตอนแรกๆมันดูช้านะ แต่ผ่านไปเรื่อยๆ มันก็จะไกลมากๆจนจูนไม่ติดละ นั่นคือการอธิบายความสัมพันธ์ในเรื่องนี้
จดหมายของพระเอกและนางเอก ที่พระเอกมันพยายามเอาไปให้แต่ดันโดนลมพัดปลิวไปซะก่อน หรือของนางเอกที่มันมีนะ แต่มันไม่ได้ให้เพราะมันรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้เจอกันแล้ว
จรวดอวกาศใน ep2 ที่หมายถึงตัวตนของพระเอกที่พยายามไปเรื่อยๆในอวกาศเพื่อตามหาเป้าหมายที่ไกลแสนไกลมากๆ จนอาจจะทำให้ตัวเองแรงหมดก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย นั่นคือพระเอกในตอนจบเลย ที่มันตามนางเอกมาทั้งชีวิตและในตอนจบที่ค้นพบว่าพอดีกว่า
กีฬาของพระเอกและนางรองใน ep2 คือพระเอกมันชอบยิงธนู ซึ่งมันหมายถึงกีฬาที่ต้องใช้โฟกัสอย่างมากและ stick อยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เป้าหมายคืออย่างเดียวที่พระเอกจะไปให้ถึง และของนางรองที่เป็นเซิร์ฟ ซึ่งอาจจะหมายถึงการสำรวจ ความอิสระ ที่พระเอกไม่มี เพราะมันสามารถไปไหนก็ได้ในทะเลที่ไกลโพ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเปิดใจหาความรักประมาณนั้นมั้งที่ผมพอจะอนุมานได้
และน่าจะยังมีเรื่องต่างๆ อีกที่ผมอาจจะยังไม่สังเกต ใครรู้เพิ่มมาเม้นได้
จุดที่ผมไม่ชอบ
ตอนจบที่มันเอาเพลงมาใส่เป็น montage ให้เราดู ซึ่งมันไวเกินไป และมันตัดสลับฉากไวไป มันทำให้คนไทยอย่างผมอ่านซับไทยและฉากไม่ทัน จนไม่รู้เลยว่าเกิดไรขึ้น คุณต้องโฟกัสอย่างใดอย่างนึง ไม่งั้นดูแล้วงงแน่นอน
soundtrack ผมไม่ติดหูเลยนะซักเพลงเลย ไม่มีซักเพลงเลยที่แบบอยากออกจากโรงแล้วมาเสิชหาเพลงทันทีอ่ะ ไอเพลงตอนจบพอ vibe ไปได้อยู่แต่ไม่ได้ดีขนาดนั้น
pacing อาจจะเป็นจุดที่ผมไม่ค่อยถูกใจใน ep 2 เพราะมันเดินเรื่องแบบค่อยๆไป จนง่วง หาวไปทีนึง
คนที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้คือ
คนที่เคยมีคนที่ไม่ได้บอกชอบ
คนที่ชอบหนังเศร้าแบบ realistic
คนที่อยากเห็น Shinkai แบบ raw ที่สุด
ถ้าคุณยังไม่ดูไปหาดูครับ มันกำลังฉายอยู่ ทั้งอนิเมะและคนแสดง ไปดูให้ได้ครับเป็นประสบการณ์ปวดใจครั้งหนึ่งที่ดีเลย
SPOILER เนื้อเรื่องแบบเต็มๆ และอธิบายความหม่นของมัน

EP1: The Kiss That Meant Goodbye
เรื่องนี้เกี่ยวกับความรักระยะไกลที่ถูกทำลายโดยระยะทางและเวลาของมัน ฉากที่ชอบที่สุดก็อยู่ ep1 เหมือนกัน คือฉากที่จูบใต้ต้นซากุระที่แบบสุดจริงๆ แสดงความรักแบบไม่มีคำว่ารักเลยแหละ ความรักบริสุทธิ์ แต่ในการดูรอบสองของคุณมันจะเปลี่ยนฉากนี้เป็นน้ำตาได้เลย เพราะมันจูบกันคนละความหมาย พระเอกจูบเพราะพึ่งเริ่มรักจริงๆ นางเอกจูบเพราะรักเราต้องจบแล้ว คือดูรอบแรกก็จะไม่รู้เพราะเราโฟกัสกับความรักของสองตัวละคร ไม่ได้มาคิดว่ามันต้องจากกัน
คือนางเอกมันรู้อยู่แล้วว่าการมาหาของพระเอกในแต่ละทีอ่ะ มันใช้เวลานานมากๆ พอๆกับ กรุงเทพไปขอนแก่น(มั้ง) แล้วยิ่งพระเอกต้องย้ายไปอีกกลายเป็นว่าไปอยู่แถวๆภาคใต้แทน ทำให้มันไกลกว่าเดิมอีกอ่ะ แล้วสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ มันคุยด้วยจดหมายอยู่เลย นางเอกเลยยอมจำนนต่อความรักอันนี้ โดยจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ในกล่องที่สวยงามโดยจะแวะเวียนมาเปิดบ้าง
แต่พระเอกมันมองความทรงจำนี้ว่าล้ำค่าเกินไปจนมันเห็นเป็นสิ่งที่ควรกลับไปเอาให้ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆทำให้มันตามหากล่องใบนี้ไม่เจอสักที ทำให้เรารู้ว่าความทรงจำที่สวยงามอันนี้มันเป็นทั้งสิ่งที่สวยงามและเป็นพิษในเวลาเดียวกัน ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง

EP2: Parallel Waiting
ต่อไปเป็น ep2 ที่เกี่ยวกับพระเอกที่ย้ายไปละแล้วมีนางรองที่แอบชอบพระเอกแต่ไม่ได้พูดออกไปซะที เพราะพระเอกมันไม่มูฟออนสักที มันยึดติดกับนางเอกจริงๆ จนนางรองมันรู้สึกได้ว่าถ้าพูดไปมันก็น่าจะโดนปฏิเสธแน่นอน มันแบบตอนนี้มันแสดงถึงความเหงาของพระเอกจริงๆ มันพิมพ์อีเมลหานางเอกแล้วไม่ส่งปุ่ม send ตลอด ไม่แน่ใจว่ามีคอนแทคไหม หรือพิมพ์ว่างๆ ผมอ่านใจพระเอกได้เลยว่ามันน่าจะรอโตแล้วกลับไปหานางเอกแน่นอน
ep นี้เหมือนเป็นคู่ขนานกับตอนแรก แค่เปลี่ยนการรอรถไฟไปถึงเธอ เปลี่ยนเป็นรอเวลาโตไปถึงเธอ และ ep แรกมีนางเอกรออยู่ แต่ ep นี้ไม่มีนางเอกรออยู่แล้ว และพระเอกไม่รู้เลยว่านางเอกมันยังรออยู่รึป่าว มันแค่คิดไปเองว่านางเอกน่าจะอยู่นะ ทำให้มันรอไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

EP3: Letting Go
และ ep สุดท้ายเป็น ep ที่จบได้ดี ยกเว้นฉากระหว่างนั้น มันดูไม่ทันจริงๆ เพลงกับฉากตัดไวเกินน แต่สรุปเป็นพระเอกมันยอมเปิดใจคบกับคนอื่นละ แต่ในใจก็ยังคิดถึงแต่คนนั้น ซึ่งคนนั้นแม่งกำลังจะแต่งงาน และสุดท้ายก็มูฟออนได้ เพราะรู้ว่าอีกคนคงไม่รอแล้วจริงๆ ตามที่ธีม ep1,2 ปูมาเลย ดีมากๆ
ซึ่งเรื่องนี้อาจจะตรงใจหลายๆคน เพราะทุกคนน่าจะมีคนที่แอบชอบแต่ไม่มีโอกาสได้บอกชอบ จนเวลาผ่านมามากๆแล้วก็ไม่ได้บอกสักที จนต้องห่างกันไปเรื่อยๆ ทีละ 5 เซนจนไม่มีโอกาสได้บอก ซึ่งคอนเซปมันคือ ถ้ากลับไปคบคนที่เคยแอบชอบแล้วไม่ได้ตรงตามความทรงจำเรา เราจะผิดหวังมันไหม เพราะนิสัยคงเปลี่ยนไปเทียบกับตอนที่เราแอบชอบในตอนเด็กมากๆแล้วอ่ะ ทำให้เรื่องนี้ดูหม่นๆไปอีก การจบของเรื่องนี้ทำให้คำถามนี้มันไม่ต้องตอบ มันมูฟออนจากความทรงจำอันนั้นมาได้แล้วเก็บไว้ดูเฉยๆพอ นานๆกลับมานึกถึงทีก็พอแล้ว


