Film

5 Centimeters per Second

15 ก.พ. 2569 00:58 น.
By snui1s
5 Centimeters per Second

อนิเมะ 1 ชม. ที่ทำให้หม่นไปสองวัน (Spoilers)

5 Centimeters per Second ผลงานจาก Makoto Shinkai ที่สุดจะโด่งดังอีกแล้ว หนังเรื่องนี้ออกมาในปี 2007 ในเวลาเพียงแค่ชมเดียวกับความยาวแค่นี้แต่ทำให้ผมติดใจมาก โดยมันจะมี 3 episodes ในหนัง โดยจะแบ่งตามช่วงอายุของตัวละครทั้งสอง และเป็นหนังเรื่องที่สองผมจะรีวิวลงมาในนี้ และผมให้คะแนน 4/5 ดาว มาดูเหตุผลกันดีกว่า และมีสปอยในทุก section ในนี้เลย แนะนำให้ไปดูมาก่อนนะคับค่อยมาอ่าน

Story

เกี่ยวกับนักเรียนมัธยมต้นสองคนที่แยกทางกันไปคนละทางเพราะว่าเรื่องที่บ้าน ทำให้สองคนนั้นไปอยู่กันคนละเมือง จึงเป็นความรักระยะไกลที่แพ้ให้กับระยะทาง

บอกตามตรงว่าผมไปดูเพราะชื่อเรื่อง ผมสนใจชื่อเรื่องมากๆ เลยเข้าไปดูว่ามันเกี่ยวกับไรวะ โดยไม่ได้ดูเนื้อเรื่องย่อและ trailer โดยทั้งเรื่องคือความทรมานในการดูความเหงาของพระเอก ตั้งแต่จบ ep1 คุณจะไม่ค่อยเห็นนางเอกละ เพราะมันห่างกันเกินไป ทำให้มันมีคนนึงมูฟออนคนนึงยังรักความทรงจำอันนั้นอยู่

หนังเรื่องนี้เล่นกับอารมณ์เราได้ดีมากๆ เช่น ep1 ฉากนัดเจอกัน มันหาสถานการณ์มาใส่ให้เราแบบลุ้นตามพระเอกกับท้อไปพร้อมๆกันได้ ฉากที่มันเจอกันก็แบบจะร้องไห้จริงๆ ฉากซากุระอีกสวยงามมากๆ แต่ ep2 เป็นต้นไปคุณจะไม่รู้สึกอะไรแบบนั้นอีกแล้ว จะได้รับแต่คำว่าเหงากับอึดอัด โหวงเหวงไปจนจบเรื่องเลย มันหักความรู้สึกคนดูได้แบบไม่กลัวคนดูด่าได้ดีสุดๆ

Visual & Soundtrack

เป็นเรื่องที่ภาพโอเคเลยนะในยุคนั้น อนิเมชั่นสมูธและสวยดี แต่ที่ต้องชมคือ sound effect เลยผมชอบมากๆ ทั้งเสียงรถไฟ เสียงประกาศ เสียงตัวละครคุยกันทำออกมาดีครับ

Symbolism

ต่อมากับนัยยะที่หนังมันใส่เข้ามา หนังเรื่องนี้ใส่มาเยอะพอสมควรเลย เช่น ชื่อเรื่องเลย 5 เซนต่อวินาที มันเฉลยออกมาตั้งแต่เริ่มหนังละ นางเอกมันบอกว่า มันคือความเร็วที่ซากุระหล่นจากต้นไม้ซึ่งเปรียบได้ว่า มันคือความเร็วในการห่างเหินของพระเอกกับนางเอกที่ถ้าดูไปตอนแรกๆมันดูช้านะ แต่ผ่านไปเรื่อยๆ มันก็จะไกลมากๆจนจูนไม่ติดละ นั่นคือการอธิบายความสัมพันธ์ในเรื่องนี้

จดหมายของพระเอกและนางเอก ที่พระเอกมันพยายามเอาไปให้แต่ดันโดนลมพัดปลิวไปซะก่อน หรือของนางเอกที่มันมีนะ แต่มันไม่ได้ให้เพราะมันรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้เจอกันแล้ว

จรวดอวกาศใน ep2 ที่หมายถึงตัวตนของพระเอกที่พยายามไปเรื่อยๆในอวกาศเพื่อตามหาเป้าหมายที่ไกลแสนไกลมากๆ จนอาจจะทำให้ตัวเองแรงหมดก่อนที่จะไปถึงเป้าหมาย นั่นคือพระเอกในตอนจบเลย ที่มันตามนางเอกมาทั้งชีวิตและในตอนจบที่ค้นพบว่าพอดีกว่า

กีฬาของพระเอกและนางรองใน ep2 คือพระเอกมันชอบยิงธนู ซึ่งมันหมายถึงกีฬาที่ต้องใช้โฟกัสอย่างมากและ stick อยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เป้าหมายคืออย่างเดียวที่พระเอกจะไปให้ถึง และของนางรองที่เป็นเซิร์ฟ ซึ่งอาจจะหมายถึงการสำรวจ ความอิสระ ที่พระเอกไม่มี เพราะมันสามารถไปไหนก็ได้ในทะเลที่ไกลโพ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเปิดใจหาความรักประมาณนั้นมั้งที่ผมพอจะอนุมานได้

และน่าจะยังมีเรื่องต่างๆ อีกที่ผมอาจจะยังไม่สังเกต ใครรู้เพิ่มมาเม้นได้

จุดที่ผมไม่ชอบ

  1. ตอนจบที่มันเอาเพลงมาใส่เป็น montage ให้เราดู ซึ่งมันไวเกินไป และมันตัดสลับฉากไวไป มันทำให้คนไทยอย่างผมอ่านซับไทยและฉากไม่ทัน จนไม่รู้เลยว่าเกิดไรขึ้น คุณต้องโฟกัสอย่างใดอย่างนึง ไม่งั้นดูแล้วงงแน่นอน

  2. soundtrack ผมไม่ติดหูเลยนะซักเพลงเลย ไม่มีซักเพลงเลยที่แบบอยากออกจากโรงแล้วมาเสิชหาเพลงทันทีอ่ะ ไอเพลงตอนจบพอ vibe ไปได้อยู่แต่ไม่ได้ดีขนาดนั้น

  3. pacing อาจจะเป็นจุดที่ผมไม่ค่อยถูกใจใน ep 2 เพราะมันเดินเรื่องแบบค่อยๆไป จนง่วง หาวไปทีนึง

คนที่เหมาะกับหนังเรื่องนี้คือ

  1. คนที่เคยมีคนที่ไม่ได้บอกชอบ

  2. คนที่ชอบหนังเศร้าแบบ realistic

  3. คนที่อยากเห็น Shinkai แบบ raw ที่สุด

ถ้าคุณยังไม่ดูไปหาดูครับ มันกำลังฉายอยู่ ทั้งอนิเมะและคนแสดง ไปดูให้ได้ครับเป็นประสบการณ์ปวดใจครั้งหนึ่งที่ดีเลย

SPOILER เนื้อเรื่องแบบเต็มๆ และอธิบายความหม่นของมัน

EP1: The Kiss That Meant Goodbye

เรื่องนี้เกี่ยวกับความรักระยะไกลที่ถูกทำลายโดยระยะทางและเวลาของมัน ฉากที่ชอบที่สุดก็อยู่ ep1 เหมือนกัน คือฉากที่จูบใต้ต้นซากุระที่แบบสุดจริงๆ แสดงความรักแบบไม่มีคำว่ารักเลยแหละ ความรักบริสุทธิ์ แต่ในการดูรอบสองของคุณมันจะเปลี่ยนฉากนี้เป็นน้ำตาได้เลย เพราะมันจูบกันคนละความหมาย พระเอกจูบเพราะพึ่งเริ่มรักจริงๆ นางเอกจูบเพราะรักเราต้องจบแล้ว คือดูรอบแรกก็จะไม่รู้เพราะเราโฟกัสกับความรักของสองตัวละคร ไม่ได้มาคิดว่ามันต้องจากกัน

คือนางเอกมันรู้อยู่แล้วว่าการมาหาของพระเอกในแต่ละทีอ่ะ มันใช้เวลานานมากๆ พอๆกับ กรุงเทพไปขอนแก่น(มั้ง) แล้วยิ่งพระเอกต้องย้ายไปอีกกลายเป็นว่าไปอยู่แถวๆภาคใต้แทน ทำให้มันไกลกว่าเดิมอีกอ่ะ แล้วสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ มันคุยด้วยจดหมายอยู่เลย นางเอกเลยยอมจำนนต่อความรักอันนี้ โดยจะเก็บความทรงจำนี้ไว้ในกล่องที่สวยงามโดยจะแวะเวียนมาเปิดบ้าง

แต่พระเอกมันมองความทรงจำนี้ว่าล้ำค่าเกินไปจนมันเห็นเป็นสิ่งที่ควรกลับไปเอาให้ได้ แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆทำให้มันตามหากล่องใบนี้ไม่เจอสักที ทำให้เรารู้ว่าความทรงจำที่สวยงามอันนี้มันเป็นทั้งสิ่งที่สวยงามและเป็นพิษในเวลาเดียวกัน ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง

EP2: Parallel Waiting

ต่อไปเป็น ep2 ที่เกี่ยวกับพระเอกที่ย้ายไปละแล้วมีนางรองที่แอบชอบพระเอกแต่ไม่ได้พูดออกไปซะที เพราะพระเอกมันไม่มูฟออนสักที มันยึดติดกับนางเอกจริงๆ จนนางรองมันรู้สึกได้ว่าถ้าพูดไปมันก็น่าจะโดนปฏิเสธแน่นอน มันแบบตอนนี้มันแสดงถึงความเหงาของพระเอกจริงๆ มันพิมพ์อีเมลหานางเอกแล้วไม่ส่งปุ่ม send ตลอด ไม่แน่ใจว่ามีคอนแทคไหม หรือพิมพ์ว่างๆ ผมอ่านใจพระเอกได้เลยว่ามันน่าจะรอโตแล้วกลับไปหานางเอกแน่นอน

ep นี้เหมือนเป็นคู่ขนานกับตอนแรก แค่เปลี่ยนการรอรถไฟไปถึงเธอ เปลี่ยนเป็นรอเวลาโตไปถึงเธอ และ ep แรกมีนางเอกรออยู่ แต่ ep นี้ไม่มีนางเอกรออยู่แล้ว และพระเอกไม่รู้เลยว่านางเอกมันยังรออยู่รึป่าว มันแค่คิดไปเองว่านางเอกน่าจะอยู่นะ ทำให้มันรอไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

EP3: Letting Go

และ ep สุดท้ายเป็น ep ที่จบได้ดี ยกเว้นฉากระหว่างนั้น มันดูไม่ทันจริงๆ เพลงกับฉากตัดไวเกินน แต่สรุปเป็นพระเอกมันยอมเปิดใจคบกับคนอื่นละ แต่ในใจก็ยังคิดถึงแต่คนนั้น ซึ่งคนนั้นแม่งกำลังจะแต่งงาน และสุดท้ายก็มูฟออนได้ เพราะรู้ว่าอีกคนคงไม่รอแล้วจริงๆ ตามที่ธีม ep1,2 ปูมาเลย ดีมากๆ

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะตรงใจหลายๆคน เพราะทุกคนน่าจะมีคนที่แอบชอบแต่ไม่มีโอกาสได้บอกชอบ จนเวลาผ่านมามากๆแล้วก็ไม่ได้บอกสักที จนต้องห่างกันไปเรื่อยๆ ทีละ 5 เซนจนไม่มีโอกาสได้บอก ซึ่งคอนเซปมันคือ ถ้ากลับไปคบคนที่เคยแอบชอบแล้วไม่ได้ตรงตามความทรงจำเรา เราจะผิดหวังมันไหม เพราะนิสัยคงเปลี่ยนไปเทียบกับตอนที่เราแอบชอบในตอนเด็กมากๆแล้วอ่ะ ทำให้เรื่องนี้ดูหม่นๆไปอีก การจบของเรื่องนี้ทำให้คำถามนี้มันไม่ต้องตอบ มันมูฟออนจากความทรงจำอันนั้นมาได้แล้วเก็บไว้ดูเฉยๆพอ นานๆกลับมานึกถึงทีก็พอแล้ว

Comments

ล็อกอินด้วย Google เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนะจ๊ะ

เชื่อมต่อหัวใจผ่านตัวอักษร

เม้นแรกเป็นของคุณแล้ว

แนะนำให้อ่านต่อ

สำรวจเรื่องราวอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ

Being Average is Okay or Not
Life

Being Average is Okay or Not

ชีวิตธรรมดา มันพอไหม หรือแค่ยังไม่กล้าถามตัวเอง

21 มี.ค. 2569
ทำไมต้อง Shiori?
Tech

ทำไมต้อง Shiori?

ที่คั่นหนังสือดิจิทัลสำหรับบันทึกโค้ด ความเหงา และข้าวแถวสีลม

4 ก.พ. 2569